6 พฤติกรรมสุดแย่! ที่ทำให้ทาลิปสติกออกมาไม่สวยดั่งใจ

สาวๆ เคยเป็นกันหรือไม่คะ เวลาทาลิปสติกออกมาแล้วทำไมมันไม่สวยอย่างใจเราเลยนะ หากคุณยังหาสาเหตุไม่ได้ ถ้าเช่นนั้น เราจะมาบอกถึงพฤติกรรมสุดแย่ที่คุณอาจจะเผลอทำในข้อใดข้อหนึ่ง จนทำให้การทาลิปสติกออกมาไม่สวยปิ๊งดั่งใจต้องการนั่นเอง มาดูกันค่ะว่าคุณได้เผลอทำตามนี้บ้างหรือไม่ หากใช่ จากนี้คงต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมกันโดยด่วนแล้วนะคะ

5.1

1.ละเลยการสครับริมฝีปาก

หลายคนอาจจะละเลยการสครับผิวริมฝีปากค่ะ ถามว่าจะสครับทำไมนักหนา แค่หยิบลิปสติกออกมาทาๆ ก็จบเดินออกจากบ้านได้แล้ว แต่ช้าก่อน! เพราะคุณเอาแต่คิดตื้นๆ แบบนี้ไม่ใช่เหรอคะ เวลาทาลิปสติกแล้วและส่องกระจกทีไรก็มักพบปัญหาขุยๆ บนผิวริมฝีปากที่ลอกล่อนอยู่บ่อยๆ แถมยังทำให้ลิปสติกตกร่องอย่างเห็นได้ง่าย ริมฝีปากก็มีริ้วรอยเหี่ยวย่น แห้งกร้าน ทำให้แลดูแก่เหมือนสาวมีอายุไปเลยพริบตา เพราะฉะนั้น หากไม่อยากประสบกับปัญหานี้ล่ะก็ จากนี้ไปก่อนทาลิปสติกทุกครั้งควรหมั่นสครับผิวริมฝีปากก่อนเสมอหรือทุกคืนก่อนนอนอาจจะขัดเบาๆ ด้วยแปรงสีฟันก็ได้ เพื่อขจัดเซลล์ผิวเก่าที่ลอกล่อนเป็นขุยให้หลุดออกไป เหลือแต่เพียงปากที่เนียนเกลี้ยงเกลาสดใส พร้อมที่จะทาลิปสติกสีใดก็สวยมั่นใจไม่มีบกพร่องแล้วล่ะ

5.2

2.ไม่ชอบทาลิปบาล์มบำรุง

นี่ก็อีกหนึ่งพฤติกรรมสุดแย่สำหรับสาวๆ หลายคนที่มักจะเผชิญกับปัญหาริมฝีปากแห้งแตกลอกเป็นขุยอยู่บ่อยๆ นั่นเพราะพวกเธอไม่ยอมบำรุงผิวริมฝีปากนั่นเอง หลังจากสครับแล้วก็ยิ่งต้องบำรุงทุกครั้งด้วยนะคะ จะได้ช่วยเติมความชุ่มชื้นให้ปากของเรา เมื่อปากนุ่มชุ่มชื้นสุขภาพดี ทาลิปสติกสีใดคราวนี้ก็ออกมาสวยเนียนเรียบสนิทและทำให้ลิปสติกติดทนนานอีกด้วย

5.3

3.ใช้ลิปกลอสหรือลิปที่ผสมชิมเมอร์มากเกินไป

ทุกครั้งหลังจากทาลิปสติกเสร็จแล้ว สาวๆ บางคนอาจจะชอบตบท้ายด้วยลิปกลอสเพื่อเพิ่มความแวววาวสดใส และลิปประเภทนี้ยังทำให้ริมฝีปากแลดูอวบอิ่มแบบมีสุขภาพดี ไม่แห้งกร้านอีกด้วย แต่สาวๆ คะ การที่คุณเลือกลิปกลอสมาทา บางครั้งก็ต้องดูด้วยนะคะว่าลิปกลอสนั้นผสมชิมเมอร์มากเกินไปไหมหรือปริมาณเนื้อกลอสที่ทาลงไปมันเยิ้มมากเกินไปพอดีหรือเปล่า เพราะหากเป็นลิปกลอสที่ผสมชิมเมอร์แวววาวมากเกินไป ยิ่งคุณทาปริมาณเยอะจนปากแวววาวเหมือนน้ำลายเยิ้มแบบนั้น มันไม่ได้ทำให้ดูสวยเลยสักนิด แถมยังทำให้ดูหลอกตาและตลกอีกด้วย เนื่องจากเทรนด์ใหม่นี้เค้าเน้นความเป็นธรรมชาติแล้วค่ะ หากแต่งหน้าทาปากแล้วยังคงคอนเซปต์ลุคสวยแบบธรรมชาติได้ ยังไงคุณก็เกิดแน่นอน

5.4

4.ใช้ลิปสติกคุณภาพต่ำ ไร้มอยส์เจอไรเซอร์บำรุง

สมัยนี้มีลิปสติกที่ผลิตออกมามากมาย หลายเฉดสีและหลายราคา ลิปสติกที่มียี่ห้อและคุณภาพดีก็อาจจะราคาสูงสักหน่อย แต่นั่นก็เพื่อมาตรฐานคุณภาพที่ปลอดภัยและดีต่อริมฝีปากสวยๆ ของเราด้วยนั่นเอง ยกเว้นก็แต่ลิปสติกสีสันฉูดฉาดที่ผลิตออกมาสวยก็จริง แต่ราคาแสนถูกหรือบางทีก็เป็นของปลอมของ Copy สาวๆ จงระวังเด็ดขาด กับบรรดาลิปสติกสีสวยๆ แต่ราคาถูก เพราะลิปสติกเหล่านี้อาจจะไม่ได้คุณภาพ ทาไปก็มีแค่สีและอาจจะมีสารเคมีอื่นๆ ผสมอยู่จนทำให้เกิดสารพิษสะสมตกค้างและทำให้ริมฝีปากดำ

นอกจากนี้ เนื้อลิปเหล่านี้ยังไม่มีส่วนผสมของมอยส์เจอไรเซอร์ที่จะช่วยบำรุงริมฝีปากให้ชุ่มชื้นอีกด้วย เพราะฉะนั้น ก่อนซื้อลิปสติกใช้ทุกครั้ง พิจารณาถึงความคุ้มค่าแบบยาวนานดีกว่า แม้ลิปดีๆ จะราคาแพงไปบ้าง แต่กัดฟันซื้อนานๆ ทีเอาชนิดที่สีเด็ดดวงเหมาะกับเราจริงๆ  2 – 3 แท่ง เพียงเท่านี้ก็ทำให้สาวๆ เกิดได้อย่างยาวนาน แถมยังมีริมฝีปากสวยแบบไม่แห้งกร้านอีกทั้งสีลิปยังไม่เลือนง่ายอีกด้วย

5.5

5.ไม่ใช้ลิปสติกที่ผสมสารกันแดด

ลิปสติกทุกแท่งที่เราทาลงไป หากเลือกแบบชนิดที่มีสารกันแดดผสมด้วยจะดีมาก เพราะมันจะทำหน้าที่ช่วยป้องกันริมฝีปากจากรังสี UV ทำให้ริมฝีปากไม่ดำคล้ำนั่นเอง ทว่านี่ก็คือสิ่งที่สาวๆ หลายคนมักละเลยเช่นกัน คุณอาจจะคิดเพียงว่าแค่ทาลิปบาล์มหรือทาลิปสติกสีสันสวยๆ แค่นี้ก็งามเฉิดฉายแบบไม่ต้องคิดอะไรมากแล้ว บอกเลยค่ะว่าคุณคิดผิด หากไม่อยากให้ปากดำล่ะก็ หันมาเลือกทาลิปสติกชนิดที่มีค่า SPF เพื่อป้องกันแสงแดดในตัวด้วยจะยิ่งเริดเวอร์เลยทีเดียว

5.6

6.เลือกลิปสติกไม่เหมาะกับสีผิว

อีกหนึ่งความคิดผิดๆ หรือการละเลยมองข้ามก็ว่าได้นั่นก็คือ การเลือกสีลิปสติกที่ไม่เหมาะสมกับสีผิวของเรานั่นเอง แนะนำให้สาวๆ เลือกลิปสติกสีที่เข้ากับสีผิวของคุณ โดยพิจารณาทั้งสีผิวริมฝีปากจริงและทาออกมาแล้วเฉดสีนั้นๆ จะต้องกลมกลืนรับกับสีผิวกายของเราด้วย หากเลือกได้เหมาะสมคุณก็จะสวยแบบเป็นธรรมชาติ แต่หากเลือกสีลิปสติกใดก็ได้แบบตามใจฉัน ทาออกมาย่อมลอยเกินธรรมชาติ งานนี้ออกงานแล้วต้องกลายเป็นตัวตลกในสายตาคนรอบข้างแน่นอนค่ะ

และนี่ก็คือความคิดแบบผิดๆ ที่สาวๆ มักทำอยู่เสมอ หากไม่อยากให้การทาลิปสติกออกมาหมดสวย อย่าแบบนี้อีกเด็ดขาดนะคะ

 

 

3 ข้อต้องห้าม! หากไม่อยากทาลิปสติกให้ออกมาหมดสวย

เทคนิคการทาลิปสติกให้ออกมาสวยนั้นนับว่ามีมากมายพอแล้ว แต่ทว่าข้อต้องห้ามในการทาลิปสติกที่เป็นดั่งกูรูชี้ทางสาวๆ ไม่ให้ทาลิปสติกแล้วออกมาพลาดหรือหมดสวยนั้น ยังมีน้อยเกินไปว่ามั้ยล่ะคะ ด้วยเหตุนี้ สาวๆ หลายคนทาลิปสติกแล้วแทนที่จะสวย แต่กลับดูตลกไปในทันทีก็มี แถมความตลกนั้นเธอเองก็ยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าทำผิดพลาดตรงไหน เอาล่ะ วันนี้เราเลยจะมาบอกถึง 3 ข้อต้องห้ามที่สาวๆ ไม่ควรทำหากอยากทาลิปสติกให้ออกมาสวย

4.1

1.เลือกทาลิปสติกประเภทที่มีชิมเมอร์มากเกินไป

เพราะลิปสติกที่มีประกายของชิมเมอร์ผสมอยู่ปริมาณมากนั้น มันไม่ได้ทำให้เกิดความเป็นธรรมชาติกลมกลืนกับผิวของเราเลย แถมยังทำให้ดูหลอกตามากเกินไปอีกด้วย ยิ่งหากสาวๆ คนไหนต้องการเติมประกายแวววาวเพื่อให้เรียวปากแลดูอวบอิ่มมีชีวิตชีวา แต่บอกเลยค่ะว่านั่นอาจจะยิ่งทำให้ความงามในแบบธรรมชาติดับวูบลงจนกลายเป็นตัวตลกไปเลยก็เป็นได้ หากอยากสวยด้วยการทาลิปสติกจริงๆ แนะนำให้เลือกลิปที่มีมอยส์เจอไรเซอร์ในตัวเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ริมฝีปาก หรือเลือกเนื้อชนิดที่เป็นเนื้อครีม เพราะลิปสติกประเภทนี้จะทำหน้าที่ทั้งบำรุงริมฝีปากให้ชุ่มชื้น ดูอิ่มเอิบเปล่งปลั่ง และนั่นก็จะช่วยขับความเปล่งประกายออกมาจากเนื้อลิปเองได้อย่างเป็นธรรมชาติ อีกทั้งยังทำให้ทาแล้วออกมาสวยกว่าการใช้ลูกเล่นที่มีประกายชิมเมอร์หรือเมทัลลิกที่ดูหลอกตาเกินไปอีกด้วย

4.2

2.ทาลิปสติกสีเข้มอาจจะยิ่งทำให้แก่กว่าวัย

สาวๆ หลายคนอาจจะคิดไปว่าการทาลิปสติกสีเข้มจะยิ่งทำให้เธอได้ลุคสวยเซ็กซี่และมีเสน่ห์อย่างแตกต่าง แต่อย่าลืมนะคะว่าจะต้องเลือกเฉพาะเฉดสีที่เข้ากับผิวของเราเท่านั้น นอกจากนี้ คุณควรรู้ไว้ด้วยว่าการทาลิปสติกสีแดงที่เจือสีน้ำเงินหรือม่วง (สีแดงอันเดอร์โทนน้ำเงิน) มากเกินไป ลุคนี้จะทำให้คุณกลายเป็นคุณป้าสูงวัย แถมยังแลดูโทรมราวกับผีดูดเลือดได้ในพริบตาทันที ดังนั้น หากต้องการทาลิปสติกสีแดงอันเดอร์โทนน้ำเงินจริงๆ แนะนำให้เลือกชนิดที่เจือสีน้ำเงินหรือสีม่วงเพียงเล็กน้อยก็พอแล้วค่ะ แบบนี้จะเหมาะสมกับลุคสาวสวยสดใสและทาออกมาแล้วสมวัยไม่แก่จนเกินไปนั่นเอง

4.3

3.ทาลิปสติกสีเข้มจัดจากด้านข้างก่อน

สำหรับการทาลิปสติกให้ออกมาสวย เราจะต้องเริ่มทาจากตรงกลางปากก่อนจริงมั้ยคะ จากนั้นจึงทาออกไปยังข้างๆ แล้วเบลนด์ให้สม่ำเสมอกัน แต่ยังมีสาวๆ บางคนนอกจากไม่ทำแบบนั้นแล้ว ยังเลือกทาลิปสติกสีเข้มจัดโดยทาตั้งแต่ข้างๆ มุมปากไล่ไปยังริมฝีปากอีกด้านหนึ่งก็มี ซึ่งวิธีนี้จะยิ่งทำให้สีลิปสติกเข้มๆ นั้นเกิดน้ำหนักที่ไม่บาลานซ์กันได้ ทาแล้วอาจจะออกมาดูตลกไปในทันที แนะนำให้คุณเลือกทาตรงกลางปากก่อนจะดีที่สุด โดยทาที่ปากล่างแล้วเม้มปาก คราวนี้สีลิปสติกก็จะติดริมฝีปากบนด้วย เสร็จแล้วก็ให้เบลนหรือเติมสีด้วยพู่กันอีกที เพราะการเบลนด์ด้วยพู่กันจะทำให้สามารถเกลี่ยสีได้อย่างบาลานซ์กันทั่วถึง ไม่ทำให้เกิดน้ำหนักสีทิ้งไว้ด้านใดด้านหนึ่งมากเกินไป งานนี้ก็จะทำให้สาวๆ ได้ริมฝีปากสวยแบบมืออาชีพอย่างไม่ต้องกลัวว่าจะดูเป็นตัวตลกแล้วค่ะ

การทาลิปสติกจะไม่ใช่เรื่องทำยากอีกต่อไป และแม้ว่าคุณจะเป็นมือใหม่ก็ไม่ต้องกลัวว่าทาแล้วจะออกมาดูตลกแน่นอน หากสาวๆ นำ 3 ข้อต้องห้ามเหล่านี้ไปใช้ รับรองจะออกมาสวยราวกับมืออาชีพทาเลยล่ะ

กระเป๋าสวยๆ ของชำร่วยงานแต่ง ต้องร้านนี้เลยจร้าาา

ของชำร่วยงานแต่ง

Save

เคล็ดลับง่ายๆ ช่วยให้การทาลิปสติกออกมาสวยอย่างที่ไม่ควรมองข้าม

ในการแต่งหน้านั้น สาวๆ รู้มั้ยคะว่าเสน่ห์ของผู้หญิงเราก็อยู่ได้ทั้งที่คิ้ว ดวงตาและริมฝีปาก สามจุดนี้นับว่าสำคัญและมีเสน่ห์ดึงดูดคนที่พบเห็นอย่างมากทีเดียว โดยเฉพาะดวงตากับริมฝีปาก ในขณะที่คิ้วเปรียบดั่งมงกุฎของหน้าและจะสามารถช่วยเปลี่ยนรูปหน้าของเราให้สวยดูดีขึ้นดั่งใจต้องการได้หมด ทั้งหมดนี้ก็อยู่ที่องค์ประกอบเหล่านี้ที่เราจะแต่งเติมลงไปอย่างสวยงามเพียงใด

ทว่าในเรื่องของการทาลิปสติกให้ออกมาสวยโดนใจ เชื่อว่าสาวๆ หลายคนย่อมเรียนรู้ถึงเทคนิคในการทาลิปสติกไปมากมาแล้ว แต่จะมีสักกี่คนที่นำมาทำตามได้หมด อย่างเคล็ดลับที่เราหยิบมาฝากนี้ก็เช่นเดียวกัน ถือเป็นเคล็ดลับในการทาลิปสติกให้ออกมาสวยโดนใจอย่างง่ายๆ และไม่ควรมองข้ามกันเลยอย่างยิ่ง ว่าแต่จะมีเคล็ดลับใดบ้าง สาวๆ มาดูกันเลย

3.1

เริ่มทาลิปสติกตรงกลางริมฝีปากก่อน

หลักการทาลิปสติกให้ออกมาสวยและเกิดความบาลานซ์กันของน้ำหนักเฉดสี แนะนำให้เริ่มจากการทาตรงกลางปากก่อน จากนั้นจึงค่อยๆ เบลนเนื้อลิปออกไปยังข้างๆ จนถึงมุมปากทั้งสองด้านค่ะ เพียงเท่านี้ก็จะได้น้ำหนักของสีลิปสติกที่สวยงามกลมกลืนทั่วถึงกันแล้ว

makeup
makeup

เติมเต็มความเซ็กซี่ด้วยการทาลิปไลน์เนอร์

เนื่องจากในปัจจุบันมีลิปสติกที่มีคุณภาพดี ทาแล้วเนื้อติดทนนานตลอดวันแถมยังให้เม็ดสีแบบคมชัดแนบเนียนมากขึ้น ด้วยเหตุนี้ การใช้ลิปไลน์เนอร์จึงเริ่มมีบทบาทสำคัญน้อยลง แต่อย่างไรก็ดี ลิปไลน์เนอร์ก็ยังมีความสำคัญกับสาวๆ ที่ยังต้องการเน้นขอบปากให้คมชัดอยู่ได้เช่นกัน ยิ่งกับใครที่ต้องการเพิ่มรอยหยักตรงกลางริมฝีปากด้านบนให้ยิ่งมีความเซ็กซี่มากขึ้น แนะนำให้ใช้ลิปไลน์เนอร์สีเดียวกันหรือใกล้เคียงกับสีผิวริมฝีปากของเรามากที่สุด มาวาดโดยเน้นตรงบริเวณรอยหยักริมฝีปากบน เพียงเท่านี้ก็จะช่วยเผยให้เห็นถึงรอยหยักชัดเจน ทำให้ริมฝีปากสาวๆ แลดูมีเสน่ห์และเซ็กซี่ยิ่งขึ้นในพริบตาได้แล้วค่ะ

3.3

ลิปสติกสีนู้ดเลือกทาอย่างไรให้เหมาะกับสีผิว

เพราะลิปสติกมีให้เลือกด้วยกันหลายเฉดสีไม่ว่าจะเลือกทาเฉดสีใดก็ตาม เราจะต้องคำนึงถึงความเหมาะสมกับสีผิวของเราด้วยนะคะ อย่างลิปสติกสีนู้ดก็เช่นเดียวกัน สำหรับสีนี้หากเลือกทาให้เป็นจะทำให้สาวๆ สวยเกิดได้อย่างแน่นอน แต่หากทาไม่เป็น เลือกทาไม่ถูกล่ะก็ อาจจะกลายร่างกายจากสาวแสนสวยมาเป็นสาวป่วยหน้าซีดไปในพริบตาก็ได้เช่นกัน เพราะฉะนั้น สาวๆ จึงควรเลือกทาลิปสติกสีนู้ดให้สวยเหมาะสมกับสีผิวของคุณจริงๆ โดยมีเคล็ดลับในการเลือกทาอยู่ที่ เราควรเลือกสีนู้ดโทนสีที่อ่อนกว่าหรือมีสีเข้มกว่าสีผิวจริงของเราเพียงเล็กน้อย เช่น หากสาวๆ เป็นคนผิวขาวก็ควรเลือกลิปสติกสีนู้ดเฉดสีที่เจือสีชมพูจางๆ แต่หากเป็นสาวผิวเหลืองหรือมีสีผิวออกไปในทางค่อนข้างคล้ำ แนะนำให้เลือกสีเบจเพราะมันจะดูเข้มกว่าสีผิวจริงของเราเล็กน้อย สีนี้ทาออกมาแล้วจะทำให้คุณดูสวยมากขึ้นเลยทีเดียว

3.4

แตะด้วยปลายนิ้วเพื่อเพิ่มความกลมกลืน

หลังจากที่คุณทาลิปสติกเสร็จแล้วก็ให้ใช้ปลายนิ้วมาแตะลงบนริมฝีปากจนทั่วอย่างเบามือ วิธีนี้จะช่วยให้สีลิปสติกมีเนื้อที่นุ่มละมุนลง และยังทำให้เกิดความกลมกลืนไปกับริมฝีปากของเรามากขึ้นด้วย

เป็นอย่างไรกันบ้างคะสาวๆ สำหรับเคล็ดลับในการทาลิปสติกให้ออกมาสวยอย่างง่ายดาย เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ทำได้ง่ายแบบไม่ต้องคิดนานเลยค่ะ ใครอยากมีริมฝีปากสวยๆ อวบอิ่ม อย่าลืมนำเคล็ดลับจากเราไปใช้กันนะคะ

4 สิ่งที่ไม่ควรละเลยหากอยากทาลิปสติกให้เรียวปากสวยดั่งใจ

สิ่งที่ทำให้ผู้หญิงเรามีเสน่ห์สวยโดดเด่นไม่น้อยหน้าไปกว่าคนอื่นๆ ได้ก็คือ การแต่งหน้านั่นเอง และการแต่งหน้าเราก็จะต้องเรียนรู้เทคนิคสำคัญหลายอย่าง ตั้งแต่เทคนิคของการเขียนคิ้ว กรีดอายไลเนอร์ ทาอายแชโดว์ ปัดแก้มและการทาลิปสติก นอกจากนี้ ยังมีเทคนิคที่สำคัญอีกมากมายหลายจุดที่สาวๆ ควรใส่ใจศึกษาเรียนรู้เอาไว้

สำหรับวันนี้เราจะมาพูดถึงเคล็ดลับสำคัญเพื่อทำให้สาวๆ ทาลิปสติกออกมาสวยเด่นดั่งใจ การจะทาลิปสติกให้สวยนั้นไม่ใช่แค่การเลือกสีของลิปสติกให้สวยเข้ากับตัวเรา หรือใช้เทคนิคเด็ดใดๆ มากมายหรอกนะคะ เพราะบางทีเคล็ดลับสำคัญที่สาวๆ ทุกคนอาจจะมองข้ามไปก็คือการไม่ได้บำรุงผิวริมฝีปากก่อนทา หรือไม่ได้ใส่ใจเตรียมผิวริมฝีปากให้ดีก่อนนั่นเอง เคยไหมกับปัญหาลิปสติกที่ทาแล้วตกร่องเป็นประจำ สาเหตุก็เพราะริมฝีปากแห้งแตกเป็นขุยนั่นเองและนั่นก็ทำให้ทาลิปแล้วออกมาไม่สวย เพราะฉะนั้น ได้เวลาแล้วนะคะที่สาวๆ จะมาเคลียร์ผิว โดยสามารถทำได้ง่ายๆ ดังนี้ค่ะ

2.1

1.สครับผิวริมฝีปากเป็นประจำ

เคล็ดลับง่ายๆ ที่จะทำให้เราทาลิปสติกออกมาสวยได้ก็คือ การเตรียมผิวริมฝีปากให้เนียนเรียบไร้รอยแตกเป็นขุยนั่นเอง เพราะผิวของคนเราไม่ว่าจะในส่วนของริมฝีปากก็ตาม มันย่อมมีเซลล์ผิวเก่าที่เสื่อมสภาพแล้วรอการผลัดออก ดังนั้น ปากเราจึงแห้งลอกเป็นขุยง่าย สาวๆ จึงควรสครับผิวริมฝีปากเป็นประจำ สัปดาห์ละ 2 – 3 ครั้งหรือทุกครั้งที่รู้สึกว่าปากเริ่มเป็นขุยๆ เพราะไม่เช่นนั้นแล้วอาจจะทำให้ทาลิปสติกแล้วตกร่องไม่สวยเรียบเนียน แถมเนื้อลิปยังไม่ติดทนนานอีกด้วย

สำหรับสูตรสครับผิวริมฝีปากทำได้ง่ายมากค่ะ เพียงใช้น้ำตาลทรายผสมกับวาสลีนเจลและน้ำผึ้ง จากนั้นนำมาสครับผิวริมฝีปากอย่างเบามือประมาณ 5 นาทีจากนั้นใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำอุ่นแล้วเช็ดออกเบาๆ ทำเป็นประจำ เพียงเท่านี้ผิวริมฝีปากก็จะเนียนเกลี้ยงสดใส แถมยังอมชมพูระเรื่อสวยสุขภาพดี เหมาะที่จะรองรับลิปสติกทุกเฉดสีแบบไม่มีพร่องอีกต่อไปได้อย่างแน่นอน

2.2

2.บำรุงด้วยลิปบาล์มทุกครั้งที่ริมฝีปากแห้ง

หลังจากสครับผิวริมฝีปากเสร็จแล้ว หรือแม้แต่ทุกครั้งหลังจากล้างหน้าเสร็จ สาวๆ ก็ควรทาลิปบาล์มเพื่อเติมความชุ่มชื้นให้ผิวริมฝีปากกันด้วยนะคะ และสามารถทาทุกครั้งตามที่ต้องการ โดยควรพกพาติดกระเป๋าออกจากบ้านไปด้วย เมื่อไรที่รู้สึกปากแห้งแตกก็หยิบขึ้นมาทาได้บ่อยๆ เลย เพียงเท่านี้ก็จะช่วยเติมเต็มความชุ่มชื้นให้ริมฝีปากเนียนนุ่มอยู่ตลอดเวลาได้แล้วค่ะ

2.3

3.ใช้ลิปสติกที่มีส่วนผสมของสารกันแดด

สาวๆ รู้มั้ยคะว่าแสงแดดนั้น นอกจากจะเป็นตัวการทำลายผิวพรรณหน้าตาให้หมองคล้ำได้แล้ว ยังเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่จะทำให้ผิวริมฝีปากแห้งกร้านและดำคล้ำยิ่งขึ้นได้ และเมื่อริมฝีปากดำคล้ำการเลือกสีลิปสติกมาทาริมฝีปากก็จะต้องเลือกเฉดสีได้ยากยิ่งขึ้น ดังนั้นแล้ว จึงควรเลือกลิปสติกหรือลิปบาล์มที่มีส่วนผสมจากสารกันแดดเป็นหลักเสมอ เพื่อช่วยป้องกันรังสี UV ไม่ให้มาทำลายผิวเรียวปากใสๆ ของเรามีอันหมองคล้ำดำขึ้นนั่นเองค่ะ คราวนี้ทาลิปสติกเฉดสีไหนก็จะออกมาสวยระเรื่อสมใจยิ่งขึ้นแล้วล่ะ

??????????????
??????????????

4.ดื่มน้ำอย่างเพียงพอ

การดื่มน้ำอย่างเพียงพอมีผลต่อผิวริมฝีปากโดยตรงเหมือนกันนะ เพราะเมื่อไรที่ร่างกายเราขาดน้ำ ผิวก็จะแห้งกร้าน รวมไปถึงริมฝีปากด้วย เพราะมันจะยิ่งแห้งลอกแตกเป็นขุยง่ายนั่นเอง ฉะนั้น จึงควรดื่มน้ำสะอาดอย่างเพียงพอวันละ 8 – 10 แก้วค่ะ เมื่อร่างกายได้รับน้ำเพียงพอ ผิวริมฝีปากก็จะสดใสอิ่มเอิบแลดูเปล่งปลั่งทุกครั้งที่ทาลิปสติก

อยากทาลิปสติกให้ออกมาสวย อย่าละเลย 4 สิ่งเหล่านี้กันนะคะ แล้วต่อไปเรียวปากของคุณก็จะสวยรองรับกับลิปสติกได้หลายเฉดสีแล้ว

 

 

เคล็ดลับทาลิปสติกให้สวยเนียนคมชัดอย่างติดทนนาน

สีสันหนึ่งของการแต่งหน้าที่เรียกเสน่ห์ให้สาวๆ ได้เป็นอย่างดีคงหนีไม่พ้นการทาลิปสติกเป็นแน่ เพราะสีของลิปสติกที่แต่งแต้มบนเรียวปาก ยิ่งหากสีสวยสดใสจะยิ่งทำให้ริมฝีปากโดดเด่นมากทีเดียว ว่าแต่สาวๆ คนไหนมีปัญหาทาลิปสติกแล้วสีซีดจางเร็วหรือเลือนลางในระหว่างวันเร็วกันบ้างไหมคะ หากคุณเองก็เคยประสบกับปัญหานี้อยู่บ่อยๆ ถ้าเช่นนั้น เราลองมาทำตามเคล็ดลับนี้กันดูสิ รับรองมันจะช่วยให้การทาลิปสติกติดทนนานตลอดวันมากขึ้นได้ค่ะ

1.1

เคลียร์ผิวริมฝีปากให้เนียนใสก่อนทาทุกครั้ง

ก่อนอื่นเราจะต้องเตรียมผิวริมฝีปากให้เนียนใสไร้ขุยลอกล่อนก่อนนะคะ ไม่เช่นนั้น เมื่อทาลิปสติกไปแล้วอาจจะทำให้เกิดการตกร่อง สีลิปยังออกมาไม่สวยอีกด้วย ทำให้คุณขาดความเป็นมืออาชีพในการแต่งหน้าไปซะสนิท แนะนำให้คุณสาวๆ เริ่มจากการสครับผิวริมฝีปากก่อนค่ะ เพื่อขจัดเซลล์ผิวเก่าที่ตายแล้วให้หลุดออก โดยการใช้เกลือผสมกับน้ำมันจากธรรมชาติที่สามารถกินได้ เช่น น้ำมันอัลมอนด์หรือน้ำมันมะกอก เพียงนำส่วนผสมระหว่างเกลือและน้ำมันมาผสมกันแล้วสครับผิวเบาๆ เป็นประจำ ทำสัปดาห์ละ 2 – 3 ครั้ง นอกจากนี้ คุณยังสามารถใช้วิธีง่ายๆ อีกวิธีหนึ่งคือ ให้ใช้แปรงสีฟันขนนุ่มมาแปรงผิวริมฝีปากเบาๆ ทำทุกครั้งหลังจากแปรงฟันเสร็จค่ะ โดยเฉพาะทุกคืนก่อนนอน จากนั้นทาลิปบาล์มบำรุงความชุ่มชื้น เพียงเท่านี้ก็จะทำให้ผิวริมฝีปากเนียนเกลี้ยงสดใส พร้อมที่จะรองรับการทาลิปสติกให้ออกมาสวยติดทนนานแล้วค่ะ

1.2

เลือกเฉดสีของลิปสติกให้เหมาะสมกับสีผิวริมฝีปาก

การเลือกทาลิปสติกให้ออกมาสวย หลายคนอาจจะเลือกตามเทคนิคที่เข้ากับสีผิวของเรา ทว่าเดี๋ยวก่อนค่ะ จริงๆ แล้วเราต้องเลือกเฉดสีให้เข้ากับสีผิวริมฝีปากต่างหาก มาดูกันนะคะว่าสาวสีผิวแบบใดเหมาะกับลิปสติกเฉดสีใดบ้าง

– สาวที่มีผิวริมฝีปากค่อนข้างซีด เหมาะสมกับลิปสติกสีแดงเชอร์รี่หรือแดงคอรัล
– สาวที่มีริมฝีปากเป็นสีแดงในแบบธรรมชาติ เหมาะสมกับลิปสติกสีฮ็อตพิงก์ ส้มหรือแดงแครนเบอร์รี่
– สาวที่มีริมฝีปากดำคล้ำ เหมาะสมกับสีแดงอิฐหรือแดงเบอร์กันดี

1.4

Tip เด็ด! เคล็ดลับทาลิปสติกให้ติดทนยิ่งขึ้น

สำหรับเคล็ดลับในการทาลิปสติกให้ติดทนนานยิ่งขึ้น วิธีคือหลังจากที่ทาลิปสติกชั้นแรกเสร็จแล้วไปหนึ่งรอบก็ให้นำกระดาษทิชชู่มาซับผิวริมฝีปาก แล้วทาลิปสติกสีเดิมซ้ำลงไปอีกครั้ง การทาลิปสติกครั้งแรกก็คือการลงเบสส่วนครั้งที่สองที่เราทาซ้ำก็คือ การปกป้องชั้นเบสนั่นเอง วิธีนี้จะยิ่งทำให้ทาลิปสติกออกมาแล้วได้สีสันที่คมชัดมากยิ่งขึ้น และยังทำให้สีของลิปสติกติดทนนานตลอดวันแบบไม่มีพร่องง่ายดายอีกด้วย

สาวๆ คนไหนที่อยากจะทาลิปสติกให้สวยเนียนคมชัดและติดทนนานตลอดวัน บอกเลยค่ะว่า 3 คำแนะนำที่เราหยิบมาฝากกันนี้จะช่วยอย่างได้ผลแน่นอน ไม่เชื่อ…ต้องรีบลอง!

แดดร้อนแค่ไหนก็เอาอยู่กับหลักการออกแบบบ้านให้เย็นยิ่งขึ้น

6.1

คงปฏิเสธได้ยากเสียเหลือเกินกับสภาพอากาศบ้านเราในช่วงนี้ บ้านไหนที่ไม่ได้ติดเครื่องปรับอากาศก็คงจะสัมผัสได้ถึงความร้อนระอุที่พัดผ่านเข้ามา จนต้องควักเงินซื้อด้วยความทนไม่ไหว แม้พัดลมหลายตัวก็ไม่ช่วยอะไรเพราะคงมีแต่ลมร้อนๆ ที่พัดผ่านออกมา ทำให้บ้านที่แสนสุขดูไม่น่าอยู่ ยิ่งใช้เครื่องปรับอากาศเป็นทางเลือกมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้งบประมาณที่ต้องใช้จ่ายในแต่ละเดือนเพิ่มมากขึ้น และยิ่งเข้าสู่ช่วงหน้าร้อน มั่นใจได้ว่าค่าไฟของแต่ละบ้านจะต้องเป็นปัญหาน่าปวดหัวที่ต้องเจียดเงินอันน้อยนิดมาจ่ายไปกับความสิ้นเปลือง

นั่นก็เพราะผู้คนส่วนใหญ่ยังไม่รู้ว่า เราสามารถปรับสภาพอากาศภายในบ้านให้เย็นได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องปรับอากาศ มีอีกหลายทางเลือกในราคาประหยัดและคุ้มค่า แม้แดดร้อนแค่ไหนก็ทำให้บ้านเย็นสบายได้ ด้วยเคล็ดลับต่อไปนี้ที่หลายคนมองข้าม สามารถนำเอาประยุกต์ใช้กับบ้านหรืออาคารให้น่าอยู่กันได้มากขึ้นค่ะ

6.2

ออกแบบกันตั้งแต่ทิศทางของบ้าน

ทิศทางของบ้านเป็นสิ่งที่เราไม่ควรมองข้าม เมื่อเริ่มต้นสร้างบ้าน การออกแบบที่ดีควรหันบ้านไปในทิศเหนือและใต้เป็นหลัก เนื่องจากการรับแสงแดดจะน้อยกว่าการหันไปในทิศอื่น ลดการดูดซับความร้อนจากผนัง ยกเว้นส่วนของหลังคาที่มักจะได้รับความร้อนอยู่ตลอดเวลา อีกทั้งการหันหน้าไปในทิศทางนี้ยังช่วยทำให้อากาศภายนอกพัดผ่านเข้ามา ระบายความร้อนในบ้าน และลดอุณหภูมิได้เป็นอย่างดี

หลังคาบ้านกันความร้อน

หลังคาบ้านคือพื้นที่ขนาดใหญ่ซึ่งจะเป็นส่วนที่ต้องรับความร้อนมากที่สุดโดยไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ อีกทั้งยังต้องเผชิญกับแสงแดดอยู่ตลอดทั้งวัน ดังนั้นหลังคาจึงมักส่งผ่านความร้อนเข้าสู่ตัวบ้านได้ง่าย การออกแบบหลังคาให้สามารถระบายอากาศและลดการเข้ามาของมวลอากาศร้อนจึงเป็นสิ่งที่เราไม่ควรมองข้ามเป็นอย่างยิ่ง โดยหลักในการออกแบบเพื่อลดความร้อนที่อบอวลอยู่ในชั้นใต้หลังคา คือการติดตั้งฝ้าชายคาแบบพิเศษซึ่งจะมีฉนวนกันร้อนภายในหลายชั้น ช่วยลดความร้อนและระบายความร้อนให้ออกไปจากตัวบ้านได้เร็วขึ้น นอกจากนี้เรายังสามารถเลือกใช้หลังคาที่สามารถสะท้อนความร้อน เน้นสีอ่อนมากกว่าการใช้สีเข้ม ซึ่งจะช่วยลดการเข้าถึงของรังสีจากแสงแดดได้อีกทางหนึ่งด้วย

6.3

ลดความร้อนที่ผนังบ้าน

หากพบว่าผนังบ้านด้านใดด้านหนึ่งต้องเผชิญกับแสงแดดมาก มักจะพบว่าเป็นผนังบ้านในทิศตะวันตก อาจจะส่งผลให้บ้านเกิดความร้อนได้ง่าย หลักการแก้ไขมีหลายทางเลือกตั้งแต่การปลูกไม้ใหญ่เพื่อให้กิ่งก้านของมันเข้ามาบดบังแสงแดดให้ผ่านเข้ามาได้น้อยลง แต่ต้องคำนึงถึงตำแหน่งของบ้านกับต้นไม้ด้วยเพื่อป้องกันรากไม้ชอนไชเข้ามาทำลายพื้นดินด้านล่างจนทำให้บ้านทรุดตัวและเกิดการแตกร้าว การสร้างฉนวนกันความร้อน ซึ่งเป็นผนังแบบพิเศษเป็นอีกทางเลือก เลือกทาสีที่ช่วยสะท้อนความร้อน หรือหาไม้ระแนงกันแดดมาเป็นส่วนบังไม่ให้แสงส่องเข้ามาถึงตัวผนังก็สามารถช่วยได้เช่นกัน

เพียงเท่านี้บ้านที่เคยร้อนก็จะถูกลดอุณหภูมิลงอย่างง่ายๆ ที่สำคัญอย่าลืมออกแบบให้บ้านมีช่องระบายอากาศให้มาก ปลูกต้นไม้รอบบ้านเอาไว้ ก็จะช่วยทำให้สถานที่แห่งนี้กลายเป็นวิมานที่น่าอยู่มากขึ้นได้แล้วล่ะค่ะ

ปัญหาบ้านทรุด! อย่ามองข้าม รีบแก้ก่อนพัง

5.1

บ้านทรุดหรือเกิดรอยร้าวขึ้นตามผนังบ้าน ซึ่งอาจจะมาจากการต่อเติมที่ไม่ได้มาตรฐาน ช่างไม่มีความรู้ความชำนาญในการออกแบบทำให้ส่วนต่อเติมที่ยื่นออกมาไม่สามารถรับน้ำหนักในตัวมันเองได้ เกิดการทรุดตัวลงไป หรือโครงสร้างของตัวบ้านเดิมมีปัญหาจากเสาเข็ม ดินบริเวณนั้นมีความชุ่มหรือเป็นเนื้อโคลน ทำให้เกิดการเอียงตัวของโครงสร้างและตามมาด้วยความไม่สมดุลของรากฐาน

สิ่งเหล่านี้หากเกิดขึ้นเพียงแค่รอยร้าวเล็กน้อย ก็ไม่ควรมองข้ามแล้วล่ะค่ะ เพราะมันอาจจะเป็นสัญญาณเตือนว่าไม่นานบ้านของคุณกำลังจะเสียหาย หรือบางหลังเกิดรอยร้าวและทรุดตัวขนานใหญ่ หากไม่รีบทำการแก้ไข บ้านที่อุตส่าลงทุนลงแรงสร้างมากับมืออาจจะพังเสียหายและเกิดอันตรายกับคนในบ้านได้ทุกเมื่อได้

5.2

หาที่มาของปัญหาบ้านทรุดกันก่อน

เมื่อสังเกตว่าบ้านไม่เป็นไปตามแนวที่ควรจะเป็น เดาได้ว่าคุณกำลังเจอปัญหาบ้านทรุด และสิ่งแรกที่เราควรมองหาก็คือ “สาเหตุ” อันเป็นตัวการ โดยส่วนใหญ่จะถูกชี้เป้าไปที่ส่วนของเสาเข็ม ซึ่งเป็นตัวรากฐานสำคัญที่จะทำให้บ้านเกิดรอยร้าวและเอียงตัว ซึ่งการตอกเสาเข็มในขั้นตอนการก่อสร้างอาจจะอยู่ในจุดของพื้นดินที่อ่อนตัว ทำให้ขนาดเสาที่ตอกลงไปมีความยาวไม่เพียงพอต่อการรับน้ำหนัก ปลายที่หยั่งลงบนพื้นดินไปไม่ถึงส่วนของดินแข็งที่อยู่ลึกลงไปทำให้บ้านค่อยๆ ทรุดตัวในเวลาต่อมา

ปัญหาที่เกิดขึ้นกับเสาเข็มยังอาจจะมาจากความไม่ได้มาตรฐาน เสาเกิดการแตกร้าวหรือหัก ไม่ว่าจะเป็นในช่วงของการขนส่งหรือขณะทำการตอก ส่วนอีกปัญหาที่มักพบได้บ่อยไม่แพ้กันคือการที่ตัวเสาเอียงไปจากองศาที่ควรจะเป็น ทำให้ฐานเสียสมดุลและกลายเป็นปัญหาตามมานั่นเอง

เพราะฉะนั้นก่อนทำการซ่อมแซมบ้าน ควรให้ช่างผู้ชำนาญตรวจสอบต้นสายปลายเหตุให้แน่ชัดเสียก่อนเพื่อจะได้ทำการแก้ไขได้อย่างถูกจุดมากที่สุดค่ะ

5.3

สังเกตลักษณะการเอียงตัวของบ้าน

หลายคนอาจจะมองข้ามไปกับรอยร้าวของบ้านหรือไม่ทันได้สังเกตว่าบ้านของตนเกิดภาวะทรุด ดังนั้นสิ่งที่เราควรทำหากเกิดความผิดปกติ อย่างรอยร้าวที่ผนังเมื่อมีมุมเฉียงประมาณ 45 องศาจากพื้นดิน จากนั้นรอยแตกเริ่มยาวและกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ ในเวลาต่อมา แสดงให้เห็นว่าบ้านเริ่มทรุดตัวมากขึ้นจากเดิม

สังเกตระดับพื้นบ้าน โดยวางน้ำใส่ถังเอาไว้เพื่อดูระดับความเอียงบนพื้นราบ หรือใช้วัตถุทรงกลมวางไว้เพื่อหาความแตกต่างของพื้น นอกจากนี้ยังสามารถสังเกตได้จากรอยร้าวส่วนอื่นๆ ที่ไม่ได้มาจากผนังเพียงอย่างเดียว หากมาจากพื้นบ้าน เกิดการหักทรุดตัวลงไป มีรอยแตกที่เสา คานหรือส่วนอื่นๆ ก็เป็นได้เช่นกัน

5.4

วิธีหาทางออกให้กับบ้านทรุด

เมื่อพบว่าบ้านทรุดตัว ทางออกที่ดีคืออย่าปล่อยนิ่งเฉยเอาไว้ เพราะจะยิ่งทำให้ปัญหาลุกลามบานปลายหนักมากขึ้น ทางที่ดีควรเข้ารับคำปรึกษากับผู้ที่มีความรู้และเชื่อถือได้ โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับการก่อสร้างโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นผู้รับเหมา วิศวกรหรือบริษัทที่ให้คำปรึกษาปัญหาบ้านโดยตรง จากนั้นจึงทำการแก้ไขปัญหาตามที่ได้รับคำแนะนำ

ถ้าหากปัญหาที่พบเกิดขึ้นบริเวณพื้นดินนุ่มตัว ส่งผลให้เสาเข็ยมเสียสมดุล จะต้องหันมาปรับคุณภาพของดินให้แข็งแรงมากขึ้น แล้วค่อยเข้าสู่ขั้นตอนการแก้ไขเสาเข็มและส่วนของฐานบ้าน แต่หากพบว่าเกิดขึ้นจากเสาเข็มที่ไม่ได้มาตรฐานโดยตรง ให้ทำการเสริมเสาเข็มใหม่เข้าไป และควรใส่ใจกับรายละเอียดระหว่างพื้นดินที่ตอกเสาเข็มไปพร้อมๆ กันด้วย เพื่อจะได้แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างสมบูรณ์และไม่มีอันตรายที่น่าปวดหัวตามมาในวันข้างหน้าได้อีกนั่นเองค่ะ

อิสระกับการแต่งบ้านกับคำแนะนำดีๆ ที่ “ไม่จำเป็น” ต้องเชื่อเสมอไป

4.1

อ่านดูหัวข้อสำหรับบทความนี้ ดูเหมือนจะเป็นคำแนะนำสำหรับการแต่งบ้าน แต่ทว่าสิ่งที่เราจะเอ่ยถึงกลับเป็นเรื่องที่หลายคนให้ความจริงจังกับการแต่งบ้านมากจนเกินไป หรือจะพูดให้ง่ายๆ คือ ไปรับฟังความเห็นจากเหล่าผู้เชี่ยวชาญหรือกูรูนักออกแบบทั้งหลายแหล่เพียงอย่างเดียว ทำให้การตกแต่งบ้านไม่สามารถเนรมิตได้ดั่งที่ใจต้องการ คำแนะต่างๆ ที่ผ่านจากปากผู้มีประสบการณ์ อาจจะเป็นความคิดที่น่าสนใจและดูเหมาะสมกับการออกแบบบ้านให้ถูกต้องตามลักษณะที่มันควรจะเป็นเพื่อให้เกิดความสวยงามมากที่สุด

ทว่าความสวยงามของแต่ละคนกลับมีนิยามที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้นสรุปกันง่ายๆ แล้วบางอย่างเราก็ “ไม่จำเป็น” ต้องทำตามหรือเชื่อเสมอไป ลองมาปล่อยใจให้เป็นอิสระไปพร้อมๆ กับการออกแบบตามความต้องการ ให้บ้านเป็นวิมานในจินตนาการที่เพื่อนใฝ่ฝันกันไว้ได้มากขึ้นค่ะ

เฟอร์นิเจอร์เหมือนกันหมดถึงจะสวย

เราจะได้ยินคำแนะนำแบบนี้จากเหล่านักออกแบบภายใน เพราะด้วยทฤษฏีของพวกเขา การตกแต่งห้องให้เข้าชุดกันมากที่สุดจะทำให้เกิดความเชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวกัน การตกแต่งจึงทำได้ง่ายและออกมาสวยงามได้ในเวลาอันสั้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว เราไม่จำเป็นเลยที่จะต้องเลือกเฟอร์นิเจอร์ที่มีลวดลายไปในทิศทางเดียวกัน ลองเลือกเฟอร์นิเจอร์ที่มีกลิ่นอายแตกต่างกันมาผสมผสานกันอย่างละเล็กละน้อย เน้นเลือกโทนใหญ่ให้เป็นสไตล์ใดสไตล์หนึ่ง นอกเหนือจากนั้นก้หยิบเอากลิ่นอายจางๆ ในเอกลักษณ์ของเฟอร์นิเจอร์อื่นมาเสริมแต่งให้เกิดความสมดุล เพิ่มสีสันและลูกเล่นให้ห้องดูน่าสนใจ

เลือกลายวอลเปเปอร์แบบบางเบาก็พอ

เรื่องนี้เชื่อว่าหลายคนคงเคยผ่านการได้ยินได้ฟังกันมาบ้างสำหรับผู้ที่ต้องการตกแต่งบ้านด้วยวอลเปเปอร์ การตกแต่งเหล่านี้จากนักออกแบบจะให้คำแนะนำว่าควรเลือกลวดลายที่มีขนาดเล็กๆ เป็นโทนรวมของบ้าน ส่วนวอลเปเปอร์ที่มีลวดลายเป็นดอกไม้ดอกใหญ่ๆ หรือเต็มไปด้วยสีสันมากมายจนเกินไป จะไม่ค่อยถูกหยิบยกนำมาใช้ในปริมาณมาก เพราะเกรงว่านั่นจะเข้าไปทำลายบรรยากาศของห้องให้เสียไป ทว่าเรากลับสามารถฉีกกฏนี้และเลือกเอาลวดลายของวอลเปเปอร์แบบฉูดฉาด ลายกราฟฟิกเข้มขรึม หรือเป็นรูปทรงเรขาคณิตแบบแข็งๆ ก็สามารถนำเอามาเลือกใช้เป็นการตกแต่ง ทำให้บ้านดูมีเสน่ห์โดดเด่นแบบเก๋ไก๋ ไม่ต้องกังวลใจว่าบ้านจะหมดสวย หากเพียงแค่เรานำมาใช้ให้เกิดความสมดุลและเข้าชุดกับเฟอร์นิเจอร์ เท่านี้ก็จะได้การออกแบบบ้านที่ไม่ซ้ำใคร

Best Bedroom Interior Design
Best Bedroom Interior Design

หลีกเลี่ยงสีดำให้มากที่สุด

สีดำกลายเป็นสีที่มีความหมายไม่ดีในการออกแบบไปเสียแล้ว ทำให้มันไม่ค่อยถูกหยิบยกนำมาใช้ในการตกแต่งเท่าใดนัก เกือบจะทุกบ้านปฏิเสธการใช้สีนี้ แม้จะไม่ได้มาจากควาเชื่อ แต่สีดำในจินตนาการของเรากลับทำให้บ้านดูทึบและอึดอัด มันยังไปทำตัวบ้านมืดมากขึ้นจนดูไม่สบายตา แต่อย่าลืมว่าในสีดำมีเสน่ห์ที่หลายคนมองข้ามไป มันให้เอกลักษณ์พิเศษของความหรูหราที่ซ่อนอยู่ บอกเล่าถึงความลึกลับและเงียบสงบอย่างล้ำลึก การนำสีดำมาใช้คือเลือกเป็นโทนสีของเฟอร์นิเจอร์ตัดกับสีของห้อง ยิ่งผนังบ้านไหนเป็นสีขาว การเลือกสีของตกแต่งให้เป็นโทนดำหรือเทาจะช่วยเพิ่มความเรียบหรู เป็นระเบียบ ดูเท่ห์แบบน่าสนใจ แถมยังช่วยสร้างบรรยากาศให้ห้องดูโมเดิร์นทันสมัยมากขึ้นอีกด้วย

ดังนั้นคำแนะนำทั้งหลายจากเหล่าผู้มีความรู้อาจจะไม่จำเป็นต้องนำมาใช้ประกอบการตัดสินใจในทุกๆ ส่วน เพียงแค่ลองจับเอามาเป็นส่วนช่วยพิจารณา แต่ยืนหยัดอยู่บนความเชื่อมั่นในการออกแบบตามความชอบของตัวเองที่จะช่วยให้บ้านกลายเป็นสถานที่ๆ คุ้นเคยและเป็นส่วนตัวมากที่สุดได้ค่ะ

 

กระตุกต่อมไอเดีย…หลากแนวคิดการแต่งบ้าน เติมบรรยากาศแบบไม่ซ้ำใคร

3.1

เบื่อหน่ายกับสไตล์การแต่งบ้านที่แสนซ้ำซาก ต้องลองหันมาทำความรู้จักกับการตกแต่งที่จะฉีกกฏของความเป็นเฟอร์นิเจอร์ในรูปแบบเดิมๆ ทิ้งไป ฉีกนิยามของการออกแบบที่ทำให้การสร้างสรรค์จินตนาการต้องถูกจำกัดไว้ในกรอบ บ้านสมัยนี้จึงดูรูปทรงและการตกแต่งภายในคล้ายๆ กันไปเสียหมด ความน่าเบื่อเหล่านี้ทำให้บรรยากาศของการพักอาศัยดูไม่น่าตื่นเต้นเท่าใดนัก การออกแบบบ้านเพื่อบอกไลฟ์สไตล์และความเป็นตัวตนจึงควรถูกกลั่นออกมาจากไอเดียของเจ้าของบ้านเป็นหลัก ซึ่งหากใครยังคิดไอเดียดีๆ ไม่ได้ เรามีคำแนะนำที่จะช่วยกระตุ้นต่อมความคิดสร้างสรรค์ ให้ลองหยิบจับเอาของที่คิดว่ามันดูไม่เข้ากันมาเชื่อมโยงให้ดูแปลกตาได้อย่างไม่น่าเชื่อเลยล่ะค่ะ

เปลี่ยนเตาผิงให้กลายเป็นที่ใส่ทีวี

นอกจากห้องดูทีวีเพื่อความบันเทิงของบ้านส่วนใหญ่ จะออกแบบมาให้เป็นแบบบิวท์อิน หรือจอแบนติดผนังเรียบหรูเพียงอย่างเดียว ลองเปลี่ยนสไตล์กลับสู่ความคลาสสิคอย่างที่หลายคนนึกไม่ถึง บ้านใครมีเตาผิงเก่าๆ ที่ก่อด้วยอิฐสีแดงอยู่แล้ว ก็ลองเปลี่ยนพื้นที่ตรงนั้นให้กลายเป็นมุมชั้นวางทีวี ซึ่งจะให้อีกหนึ่งอรรถรสของบ้านดูแปลกตาและโดดเด่นมีเสน่ห์ ส่วนบ้านไหนที่ไม่มีเตาผิง หาใช่เรื่องยาก เพราะเราเพียงแค่ก่ออิฐขึ้นมาให้มีรูปทรงใกล้เคียง พร้อมสร้างฐานตั้งทีวีให้พอดี เพียงเท่านี้ก็จะได้บรรยากาศห้องนั่งเล่นที่ดูน่าสนใจยิ่งขึ้น

3.2

ตู้แบบ Multifunction

การเลือกใช้ตู้เก็บของแบบหลายๆ ชิ้นพร้อมกัน อาจจะทำให้บ้านดูรกมากเกินไป แถมยังกินพื้นที่ซึ่งควรได้รับการจัดสรรให้ถูกใช้งานได้ดีมากกว่านี้ ดังนั้นทางเลือกที่ดีก็คือการหันมาเลือกใช้ตู้แบบ Multifunction ที่สามารถเก็บของได้หลากหลายอย่างภายในเฟอร์นิเจอร์ชิ้นเดียว ไม่เพียงเท่านั้นรูปแบบของตู้เช่นนี้ยังถูกออกแบบมาให้ดูน่าสนใจ แปลกตาและทำให้บ้านดูมีระเบียบ บางส่วนมีพื้นที่ซุกซ่อนสำหรับการเก็บของเล็กๆ น้อยๆ ในหนึ่งตู้อาจจะเป็นได้ทั้งพื้นที่สำหรับเก็บตู้เย็น เตาอบ ไมโครเวฟ เครื่องล้างจาน หรือจะเป็นในชุดของเครื่องซักผ้า และพื้นที่สำหรับเก็บราวตากผ้าในตัวที่ยืดหยุ่นนำมาออกมาใช้งานได้ในยามจำเป็น

อย่าปล่อยให้ใต้บันได้โล่งไปเปล่า

ส่วนพื้นที่ใต้บันได้มักจะถูกปล่อยละเลยเอาไว้ ทำให้ส่วนของพื้นที่นี้ไม่ถูกใช้งานอย่างเต็มที่ หรือบางครั้งมันก็กลายเป็นส่วนเก็บของที่รกรุงรังและเต็มไปด้วยฝุ่นจนห้องดูไม่น่ามอง ลองปรับให้ส่วนของใต้บันไดเป็นชั้นเก็บหนังสือแบบพิเศษ ออกแบบง่ายๆ ด้วยการต่อเติมแผ่นไม้ลงไปเพื่อใช้สำหรับวางหนังสือ เราก็จะได้พื้นที่เก็บหนังสือขนาดใหญ่ โดยไม่จำเป็นต้องไปหาซื้อตู้ใส่หนังสือมาให้เปลืองเงินเปลืองพื้นที่อีก แถมยังช่วยสร้างสรรค์ไอเดียให้บรรยากาศของพื้นที่บริเวณนี้ดูสวยงามไม่เหมือนใครอีกด้วย

3.3

นอกจากนี้ยังมีการตกแต่งอีกหลากหลายที่จะช่วยสร้างสรรค์ให้บ้านของเพื่อนๆ ดูแปลกตาไปจากรูปทรงเดิมๆ เพียงแค่รู้จักการฉีกกฏตายตัวหรือคำแนะนำอันซ้ำซากของนักออกแบบบางคน หันมาใส่ใจกับความชอบส่วนตัว แล้วบ้านที่แสนธรรมดาก็จะกลายเป็นวิมานสุดวิเศษขึ้นมาได้อย่างแน่นอนค่ะ

สวยเริ่ดกับการแต่งบ้านให้เจิดจรัสกับสไตล์การตกแต่งแบบ pattern

2.1

การเติมสีสันให้กับบ้าน นอกจากเลือกใช้สีให้เป็นตัวช่วยเพิ่มความสดใส เรายังมีทางเลือกโดยการนำเอาลวดลายแบบต่างๆ มาผสมผสานกัน หรือที่เราเรียกกันว่า pattern ไม่ว่าจะเป็นการตกแต่งตามผนังบ้าน ตกแต่งบนเฟอร์นิเจอร์ เครื่องนอน ไปจนถึงโซฟาผ้าม่าน ก็ล้วนช่วยสร้างความแปลกใหม่บ้านดูน่าอยู่ ผสมผสานกับจังหวะอันน่าตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้ก้าวเข้าไปสัมผัส ช่วยเติมชีวิตชีวาให้ห้องต่างๆ ดูน่ามอง ถือว่าเป็นอีกหนึ่งไอเดียความโดดเด่นที่จะสร้างสรรค์มิติใหม่ของการออกแบบบ้านให้เจิดจรัสได้อย่างหลากหลายรูปแบบเลยล่ะค่ะ

ทำความรู้จักกับ Pattern ก่อนเลือกสไตล์การแต่งบ้าน

ลวดลายของ pattern ในปัจจุบันมีให้เลือกมากมายกว่าในอดีต เหล่านักออกแบบได้สร้างสรรค์ออกมาเพื่อช่วยเปลี่ยนบรรยากาศของบ้านให้ดูแปลกใหม่ แปลงโฉมรูปแบบของสถาปัตยกรรมให้ดูโฉบเฉี่ยว มีตั้งแบบอ่อนหวานไปจนถึงแบบเปรี้ยวซ่าราวกับการเลือกสรรเครื่องแต่งกายให้กับหญิงสาว บอกเล่าเรื่องราวความเป็นตัวตนผ่านการหยิบจับเอาลวดลายต่างๆ มาจัดวางกันให้เกิดความสมดุล เราลองมาดูการออกแบบ pattern ที่มีให้เลือกสรรอย่างมากมายดังต่อไปนี้กันดีกว่าค่ะ

ลวดลายแบบ Chevron

ลวดลายในลักษณะนี้จะเน้นความแข็งของเส้นเป็นพิเศษ จะมีส่วนแหลมหรือที่เราเรียกกันว่าแบบซิกแซก เน้นความสดของสีเป็นหลัก เหมาะกับการตกแต่งห้องที่ต้องการเพิ่มชีวิตชีวา แต่งแต้มร่วมกับพื้นที่สีขาวเพื่อช่วยดึงความโดดเด่นของลวดลายให้เพิ่มมากขึ้น เป็นที่นิยมกันมาตั้งแต่ในอดีต ส่วนใหญ่เลือกใช้สำหรับการตกแต่งตามถ้วยชามและแก้วกาแฟ แต่ในปัจจุบันกลับถูกนำมาใช้เป็นงานสถาปัตยกรรมกันมากขึ้น

ลวดลายแบบ Argyle

เป็นลวดลายแบบสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด ส่วนของสี่เหลี่ยมจะเน้นเป็นแบบเส้นประเพื่อสร้างจุดเด่น ช่วยสร้างบรรยากาศแบบอบอุ่น ไม่เน้นความหรูหราหรือสีสันที่ฉูดฉาด มักถูกนำไปใช้ตกแต่งในห้องที่ต้องการบรรยากาศแบบสบายๆ ไม่ว่าจะเป็นลวดลายของผ้าม่าน ผ้าปูเตียง หรือปลอกหมอนต่างๆ

2.2

ลวดลายแบบ Chinoiserie

การผสมผสานลวดลายอย่างลงตัวระหว่างศิลปะแบบตะวันออกและตะวันตก การรวมเอาความสวยงามของทั้งสองวัฒนธรรมมาไว้ด้วยกัน กลายเป็นความสวยงามโดดเด่นเป็นพิเศษ เน้นสีสันที่อ่อนช้อยเป็นพิเศษ เมื่อนำมาตกแต่งจะให้บรรยากาศความเป็นอดีตย้อนยุคในสไตล์โรโกโกหรือโอคลาสสิค ส่วนใหญ่นิยมใช้เป็นลวดลายของวอลเปเปอร์บนผนังหรือส่วนของพื้นที่ใหญ่ๆ เพื่อสร้างบรรยากาศที่ดูอบอุ่นให้กับตัวบ้านมากขึ้น

ลวดลายแบบ Cabana Stripe

เป็นลวดลายแบบง่ายๆ ประกอบกันขึ้นด้วยเส้นแนวตั้งให้ความสวยงามแบบธรรมชาติ ไม่เน้นเสริมแต่งมากจนเกินไป พอให้เรานึกถึงความสวยงามแบบท้องทะเล เรามักเห็นลวดลายเหล่านี้ได้บ่อยตามสถานที่ๆ เน้นความเรียบง่ายแล้ะองการสร้างบรรยากาศแบบสบายตา การตกแต่งมักถูกหยิบยกนำไปใช้ตามสระว่ายน้ำ หรือส่วนพื้นที่นอกบ้าน สำหรบภายในบ้านจะถูกใช้กับเฟอร์นิเจอร์ อย่างโซฟาหรือเก้าเป็นหลัก

นอกจากนี้ยังมีลวดลายอีกมากมายที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นมาใหม่ๆ ช่วยให้การออกแบบดูไม่ซ้ำซากจำเจ ส่วนหลักในการหยิบจับเอา pattern เหล่านี้มาใช้งานไม่ต้องคิดว่าต้องใช้ลายใดลายหนึ่งเพียงอย่างเดียว พยายามเลือกหลายๆ ลวดลายเพื่อช่วยให้ตัวบ้านเกิดความแปลกใหม่ และวางแผนให้ดีก่อนว่าต้องการให้สไตล์ของบ้านออกมาเป็นแบบไหน จากนั้นก็ลงมือตกแต่งกันได้อย่างอิสระตามต้องการเลยค่ะ